Quick details

–  โอโซระ สึบาสะ เป็นตัวละครเอกจากการ์ตูน เจ้าหนูสิงห์นักเตะ ที่สามารถไต่เต้าจากนักฟุตบอลโรงเรียนธรรมดาๆ แสดงความสามารถและความพยายาม จนกลายเป็นซูเปอร์สตาร์ของทีมบาร์เซโลนา ยอดสโมสรจากประเทศสเปน
– ทาเคฟุสะ คุโบะ มิดฟิลด์ดาวรุ่ง วัย 19 ปี จากจังหวัดคานางาวะ ประเทศญี่ปุ่น มีเส้นทางชีวิตนักฟุตบอลที่คล้ายคลึงกับตัวการ์ตูน โอโซระ สึบาสะ มาก ทั้งการได้ร่วมทีมบาร์เซโลนา รวมถึงทักษะและพรสวรรค์ทั้งหมด ของเขา
– ปัจจุบัน ทาเคฟุสะ คุโบะ เขาได้กลายเป็นนักเตะของสโมสร เรอัล มาดริด ยอดทีมของลาลีกา สเปน ซึ่งเขากำลังสั่งสมประสบการณ์ด้วยการลงเล่นในรูปแบบยืมตัวกับทีมอื่นๆ เพื่อรอวันที่จะได้เป็นส่วนหนึ่งของทีมราชันชุดขาวในอนาคต

‘รูปร่างเล็ก ไม่สูงใหญ่ พละกำลังน้อย’

 คำกล่าวข้างต้นคือข้อครหาของนักฟุตบอลเอเชียส่วนใหญ่ที่ใฝ่ฝันอยากจะไปลุยยังต่างแดนเพื่อหาแนวทางการประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะลีกยุโรป จนฝังรากลึกกลายเป็นภาพจำของวงการฟุตบอลมานานหลายทศวรรษ หากจะมีนักเตะเอเชียคนไหนที่ประสบความสำเร็จและสามารถลบล้างข้อครหาดังกล่าวได้บ้าง ในหัวผู้อ่านที่เคยได้ชมหรือได้อ่านการ์ตูนที่เกี่ยวกับฟุตบอล ก็คงจะนึก ถึงชื่อของ ‘โอโซระ สึบาสะ’ตัวละครเอกจากการ์ตูน เจ้าหนูสิงห์นักเตะ 

ภายในเรื่อง ตัวละครเอกอย่าง ‘สึบาสะ’ ที่สามารถไต่เต้าจากนักฟุตบอลโรงเรียนธรรมดาๆ แสดงความสามารถและความพยายาม จนกลายเป็นซูเปอร์สตาร์ของทีมบาร์เซโลนา      ยอดทีมแดนกระทิงดุ มิหนำซ้ำยังพาทีมคว้าแชมป์ลาลีกาสเปนแบบหน้าตาเฉย แต่นั่นก็เป็นเพียงการรังสรรค์เรื่องราวผ่านปลายปากกาของ อ.โยอิจิ ทาคาฮาชิ ผู้แต่งเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ในโลกแห่งความเป็นจริงก็ยังมีนักเตะชาวเอเชียที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับยอดทีมบาร์เซโลนาอยู่อีกหนึ่งคน นั้นคือ ‘ทาเคฟุสะ คุโบะ’ มิดฟิลด์ดาวรุ่ง วัย 19 ปี จากจังหวัดคานางาวะ ประเทศญี่ปุ่น

คุโบะเริ่มสัมผัสประสบการณ์การเล่นฟุตบอลแบบจริงจัง ตั้งแต่อายุเพียง 7 ปี กับเอฟซี เพอร์ซิมอน ทีมท้องถิ่นประจังหวัดบ้านเกิด ตามด้วยการเป็นนักเตะเยาวชนทีมคาวาซากิ ฟรอนตาเล่ ด้วยพรสวรรค์ที่โดดเด่น ไม่นานนักชื่อของเด็กชายคุโบะถูกจับจ้องจากสายตาแมวมองของทีมระดับโลก

4ปีต่อมา โชคชะตาได้พัดพาเด็กชายสายเลือดบูชิโดสู่การสวมยูนิฟอร์มเลือดหมู-น้ำเงิน ของ    ‘เอฟซี บาร์เซโลนา’ ในฐานะนักเตะเยาวชนชาวญี่ปุ่นคนแรกที่ได้ก้าวเท้าเข้าสู่ศูนย์ฝึกลามาเซีย สถานที่สร้างนักเตะชื่อก้องโลกมากมายหลายคน เช่น ชาบี เอนานเดซ, อันเดรส อีเนียสตา รวมถึงสุดยอดนักเตะระดับโลกอย่าง ‘คิง เลโอ’ ลิโอเนล เมสซี

เก่งกาจแต่เยาว์วัย จนทำให้ลบล้างภาพจำเดิมๆและข้อครหา ของนักเตะเอเชีย

           หากเปรียบเทียบชีวิตนักฟุตบอลของ ‘คุโบะ’ และตัวการ์ตูน ‘โอโซระ สึบาสะ’ ทั้งคู่มีบางสิ่งที่คล้ายคลึงกันมาก ทั้งทักษะ พรสวรรค์ ความขยัน ซึ่งเป็นคุณสมบัติของผู้เล่นตำแหน่งเบอร์ 10 หรือแม้แต่การปรับตัวให้เข้ากับวิถีชีวิต ภาษาสื่อสาร ซึ่งส่งผลให้ชีวิตนักเตะเยาวชนของคุโบะก้าวกระโดดไปแบบรวดเร็ว จนได้รับการยอมรับจากโค้ชผู้ฝึกสอนและเพื่อนร่วมทีมรุ่นเดียวกัน แถมยังสามารถลบล้างคำสบประมาท ความเชื่อเดิมๆ ของสายตานักวิจารณ์ทั้งหลายที่มองว่าเด็กเอเชียคุณภาพด้อยและไม่สมราคาหากเสี่ยงนำมาปั้นฝีเท้าต่างแดน

ทาเคฟุสะ คุโบะ เคยกล่าวไว้ว่า “ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ยังมีคนเปรียบเทียบผมกับเมสซี แต่ผมยังต้องพัฒนาอีกมากเพื่อจะเป็นเหมือนเขาในสักวัน” 

         หลังได้เข้าสู่ทีมชุดอายุไม่เกิน 12 ปี (U12) คุโบะคุง ได้จัดการถล่มประตูคู่แข่งไปถึง 74 ลูก จากการลงสนามเพียง 30 นัด ใครจะเชื่อว่าเด็กเอเชียตัวเล็กๆ คนหนึ่งกำลังถูกหมายตาให้กลายเป็นอนาคตสำคัญกับยอดทีมแคว้นคาตาลันในอนาคตอันใกล้ เพราะในช่วงปี 2012-2013 สื่อหลายเจ้าเริ่มนำเจ้าหนูคนนี้ไปเทียบกับ ‘ลิโอเนล เมสซี’ ในช่วงพีคสุดๆ กับลีลา รูปร่าง และเท้าซ้ายข้างถนัด ราวกับเป็นร่างก๊อบปี้กันออกมา จนโลกเริ่มตระหนักทันทีว่า โอโซระ สึบาสะ บนโลกแห่งความจริงคงไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันไกลตัวอีกแล้ว

ชีวิตที่ไม่อาจขีดเขียนด้วยปลายพู่กันได้

“มันเป็นเรื่องที่เข้าใจยากมากสำหรับผมที่เป็นเด็กอายุเพียงแค่ 13 ปี ผมไม่รู้ว่าทำไมพวกเขา (บาร์เซโลนา) ถึงได้ปล่อยตัวผมออกจากทีม ในเวลานั้นผมคิดเพียงแค่ว่าอยากเล่นฟุตบอลกับทีมที่ดีที่สุดในโลกเท่านั้นเอง”

         ในขณะที่ทุกอย่างกำลังไปได้ด้วยดี แต่แล้วกราฟชีวิตของคุโบะต้องพลิกผันอีกครั้ง ซึ่งมันไม่ได้เกิดจากเขาเอง แต่มันเกิดจากทางต้นสังกัด เมื่อองค์กรฟีฟ่าทำการไต่สวนสโมสรบาร์เซโลนาย้อนหลังจากกรณีการเซ็นสัญญาซื้อตัวคุโบะที่เป็นนักเตะอายุต่ำกว่า 18 ปี แบบผิดกฎ บทสรุปของกรณีดังกล่าวทำให้ฟีฟ่าได้ตัดสินลงดาบ แบนห้ามใช้งานตัวนักเตะทันที ครั้นจะแก้บทตัวละครแบบในการ์ตูนคงเป็นไปไม่ได้ สโมสรจึงจำใจต้องยกเลิกสัญญากับเด็กหนุ่มอนาคตไกลรายนี้ไป

เมื่อเรื่องเป็นแบบนั้น คุโบะจึงต้องตัดสินใจเก็บกระเป๋าออกจากลามาเซีย ระหกระเหินกลับบ้านเกิดเมืองนอนในช่วงวัย 13 ปี และเป็นทางทีมพลังเพลิงแห่งเมืองหลวงอย่าง ‘เอฟซี โตเกียว’ ที่ไม่รอช้าได้จัดการคว้าเพชรเม็ดงามนี้ไว้ทันที

ชีวิตยังคงต้องดำเนินต่อไป ‘คุโบะ’ ใช้พรสวรรค์บวกความมานะเรียกฟอร์มตัวเองกลับขึ้นมาใหม่ ตั้งแต่ระดับทีมสำรองของเอฟซี โตเกียว ในระดับเจลีก 3 ไล่จนมาถึงทีมชุดใหญ่ เพียง 3 ปี โลกได้ทำความรู้จักวันเดอร์คิดรายนี้มากขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะประเทศไทยบ้านเรา จากเกมฟุตบอลเจลีกฤดูกาล 2019 ที่ทีมฮอกไกโด คอนซาโดเล่ ซัปโปโร ของ ชนาธิป สรงกระสินธ์ ถูกนักฟุตบอลดาวรุ่งรายนี้ใช้เท้าซ้ายไล่ฉีกแนวรับเป็นชิ้นๆ และสะท้อนกลับมายังสายตาผู้ชมอย่างพวกเราว่า ในอีกไม่ช้าคงจะมีทีมยักษ์ใหญ่เจรจาคว้าตัวเด็กคนนี้ไปเป็นอีกแน่นอน

ไม่ใช่เรื่องเกินเลยแต่อย่างใด เพราะหลังจากนั้น ‘เรอัล มาดริด’ ได้จัดการดึงตัวว่าที่สึบาสะคนนี้ไปร่วมทีมด้วยสัญญาระยะยาว 5 ปี ชนิดที่ว่าคู่รักคู่แค้นอย่างบาร์เซโลนาได้แต่มองตาปริบๆ

การกลับมาที่ลาลีกาสเปนอีกครั้ง

“ถึงแม้จะเคยเล่นให้กับทีมบาร์เซโลนา แต่ทาง เรอัล มาดริด แสดงให้เห็นถึงแผนการในอนาคต และความเชื่อมั่นที่มีต่อตัวผม ผมรู้สึกดีมาก จึงทำให้ผมตัดสินใจได้ไม่ยากเลยกับการย้ายมาที่นี่”

          ในตอนนี้อนาคตของ ทาเคฟุสะ คุโบะ ในวัย 19 ปี ฝากไว้อยู่ในมือของทางเรอัล มาดริด ยุคก่อร่างสร้างทีมใหม่โดยบอสใหญ่ ซีเนดีน ซีดาน ซึ่งน่าสนใจเป็นอย่างมาก เพราะทีมระดับโลกอย่างราชันชุดขาวคงจะไม่มีทางซื้อนักเตะเอเชียมาเพื่อขยายฐานกลุ่มแฟนคลับอย่างแน่นอน นอกจากนักเตะคนนั้นต้องเต็มเปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์จริงๆ

ฉะนั้นแล้ว เป็นที่น่าจับตามองว่าไม่เกิน 4-5 ปีข้างหน้า นักเตะชาวเอเชียรายนี้จะสามารถสานต่อตำนานการเป็น โอโซระ สึบาสะ ตามที่ทั่วโลกนำไปเปรียบเทียบได้อีกครั้งหรือไม่ และอาจยิ่งใหญ่กว่ารุ่นพี่เลือดซามูไรคนอื่นๆ ผู้เคยเบิกเส้นทางค้าแข้งบนทวีปยุโรปมาแล้ว อาทิเช่น ชินจิ คางาวะ, ชุนซูเกะ นากามูระ, ชินจิ โอกาซากิ หรือแม้กระทั่ง ฮิเดโตชิ นากาตะ แต่ก่อนอื่น คงต้องติดตามและคอยเอาใจช่วยให้คุโบะคุงพิสูจน์ตัวเองด้วยการสั่งสมประสบการณ์จากลีกสเปนกันอีกสักพัก เพราะตอนนี้เจ้าตัวกำลังถูกยืมไปเป็นแข้งสมาชิกรายใหม่แห่งถิ่นโกลีเซียมอัลฟอนโซเปเรซของทีมเกตาเฟ จนจบฤดูกาล 2020-2021 หลังจากที่มาดริดปล่อยไปอยู่กับทีมบิยาร์เรอัลเมื่อช่วงครึ่งฤดูกาลแรกด้วยสัญญายืมตัวเช่นกัน

         ต้องพูดเลยว่าช่างน่าอิจฉาชาวญี่ปุ่นเหลือเกินที่มีไอคอนของนักฟุตบอลทั่วทั้งบนโลกแห่งจินตนาการและโลกแห่งความจริง ถ้าหากสักวันในอนาคตผู้ใหญ่ในบ้านเราจะคอยสนับสนุนให้เด็กยุคใหม่ที่มีพรสวรรค์ มองสิ่งเหล่านี้เป็นแรงบันดาลใจบ้างก็คงจะดีไม่น้อย